การบริหารจัดการตนเองเพื่อเพิ่มคุณภาพของผู้เรียน

ารบริหารจัดการตนเองเพื่อเพิ่มคุณภาพของผู้เรียน

โดย…ครูนครรัฐ   โชติพรม ครูสอนดี / รับทุนครูสอนดี ปีพุทธศักราช 2554

ต้องยอมรับว่าปัจจุบันการศึกษาไทยมีคุณภาพต่ำลง จากการรายงานผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) วิชาสังคมศึกษา ชั้น ม. 6  ก็เป็นอีกวิชาหนึ่งที่มีผลการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ต่ำกว่าร้อยละ 50 ด้วยปัญหาดังกล่าว ด้วยหน้าที่ครู อุดมการณ์ และจิตวิญญาณความเป็นครู “ครูมืออาชีพ”  จึงไม่ควรกล่าวโทษว่าผู้เรียนโง่เขลา ไม่อ่านหนังสือ ไม่สนใจในการเรียน และมีเหตุผลอีกมากมายที่คนเป็นครูจะหามาเป็นข้ออ้าง ถ้าครูทุกท่านคิดเช่นนี้ ก็ดูจะไม่เป็นธรรม กับลูกศิษย์อีกหลายร้อยชีวิต ซึ่งเขาเหล่านั้นได้ฝากความหวังและความสำเร็จของชีวิตไว้กับครู ดังนั้น ครูทุกท่านจงตระหนักเสมอว่า “เด็กไทยไม่แพ้เด็กชาติใด ๆ ในโลกนี้ เด็กไทยสามารถพัฒนาได้ทุกคน ถ้าครูเก่งเด็กต้องเก่งครับ” สิ่งนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่เป็นแรงบันดาลใจและจุดประกายความมุ่งมั่นของการเป็นครูว่าต้องทำหน้าที่ครู ซึ่งเป็นเบ้าหลอมของแผ่นดินในการสร้างคนสร้างชาติ  ดังนั้น การพัฒนาผู้เรียนให้สำเร็จ โดยเฉพาะการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) วิชาสังคมศึกษาหรือวิชาอื่น ๆ นั้น ก็เป็นเรื่องที่อยู่ในวิสัยของครูทุกคนที่สามารถทำได้ ทั้งนี้ครูต้องคิดนอกกรอบโดยการบริหารจัดการตนเองเพื่อเพิ่มคุณภาพของผู้เรียน ในการจัดการเรียนรู้ให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายของหลักสูตรนั้น ครูต้องกำหนดเป้าหมายในระดับหน่วยการเรียนรู้ เพื่อออกแบบการเรียนรู้ว่าผู้เรียนต้องรู้อะไรบ้าง และทำอะไรได้บ้างในตัวชี้วัดนั้น ๆ รวมถึงการออกแบบวิธีสอนว่าจะจัดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างไร ผู้เรียนจึงจะมีความรู้ตามที่หลักสูตรต้องการ “สิ่งสำคัญที่ควรตระหนักเสมอ“ครูต้องสอนให้น้อยลงให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเองให้มากขึ้น ครูเปลี่ยนบทบาทจากผู้สอน ผู้บรรยาย ด้วยการบอกความรู้ มาเป็นผู้ให้คำปรึกษา แนะนำ และออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนได้ใช้ทักษะการเรียนรู้ในบริบทของตัวชี้วัดต่าง ๆ ด้วยตนเอง” และสิ่งสำคัญครูต้อสร้างเครื่องมือวัดผลที่มีคุณภาพ                             เพื่อนำไปปฏิบัติได้จริงในระดับห้องเรียน จะเห็นว่าวิธีการนี้ครูทุกคนสามารถบริหารจัดการตนเองเพื่อเพิ่มคุณภาพของผู้เรียน ในฐานะที่เราเป็นครูไม่จำเป็นต้องรอนโยบายระดับใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะที่ผ่านมานโยบายในระดับต่าง ๆ ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ลงสู่โรงเรียนไม่สามารถตอบสนองความต้องการของครู และผู้เรียนได้เลย หนำซ้ำยังมีช่องว่างมากมายที่ยากต่อการทำความเข้าใจ และไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง นอกจากนี้ นโยบายดังกล่าวยังขาดการติดตามอย่างต่อเนื่อง จึงไม่มีคุณค่าที่จะสร้างความสำเร็จในการพัฒนา ผู้เรียนในระดับห้องเรียนได้เลย ทั้งนี้เพราะผู้บริหารไม่ได้เป็นผู้บริหารมืออาชีพ ขาดความรู้ความเข้าใจด้านวิชาการ หรือรู้ก็ไม่เชี่ยวชาญ เน้นการสร้างอาคารสถานที่ สนามหญ้า เน้นการบริหารด้านวัตถุเป็นเป้าหมายสำคัญ แทนที่จะให้ความสำคัญในการบริหารที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ไปที่คุณภาพของผู้เรียนเป็นสำคัญ เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมจึงไม่รอนโยบายใด ๆ จึงเริ่มต้นที่ตนเองเพื่อบริหารจัดการตนเองภายใต้ความรู้ ทักษะชีวิตและมวลประสบการณ์ในการเป็นครู “ครูมืออาชีพ” ด้วยการวิเคราะห์หลักสูตร ออกแบบหน่วยการเรียนรู้ ออกแบบกิจกรรมและวิธีการสอน สร้างเครื่องมือวัดผล อิงมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด ตลอดจนสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ และลงมือปฏิบัติด้วยความมุ่งมั่น โดยมีครูแห่งแผ่นดิน “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ทรงเป็นน้ำหล่อเลี้ยงใจ เป็นอาหารใจสุดวิเศษ ที่ทำให้ครูนครรัฐ  โชติพรม สามารถเดินตามเบื้องพระยุคลบาทได้อย่างไม่รู้เหน็ดรู้เหนื่อย ดังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวใจความว่า “ถ้าครูไม่ห่วงประโยชน์ที่ควรห่วง หันไปห่วงอำนาจ ห่วงตำแหน่ง  ห่วงสิทธิ และห่วงเงินกันมาก ๆ เข้าแล้วจะเอาจิตใจที่ไหนไปห่วงความรู้ ความดี ความเจริญของเด็ก ความห่วงใย                       ในสิ่งเหล่านั้นก็ค่อย ๆ บั่นทอนทำลายความเป็นครูไปจนหมดสิ้น จะมีอะไรเหลือไว้พอที่ตัวเองจะภาคภูมิใจหรือผูกใจใครไว้ได้  ความเป็นครูก็ไม่มีค่าเหลืออยู่ให้เป็นที่เคารพบูชาอีกต่อไป”  โดยมีผล           การสอน เป็นที่ประจักษ์ ซึ่งสามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์การทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) วิชา สังคมศึกษา ชั้นม.6 ได้คะแนนเฉลี่ยระดับโรงเรียน (33.03) สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยระดับประเทศ (33.02) และนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สามารถทำคะแนนเฉลี่ยผ่านจุดตัดได้ร้อยละ 50.26 และทำคะแนนเฉลี่ยเป็นลำดับที่ 3 ของจังหวัดสระบุรี จาก 21 โรงเรียน โดยมีโรงเรียนสระบุรีวิทยาคม ได้คะแนนเฉลี่ยเป็นลำดับที่ 1  (40.08) โรงเรียนเสาไห้ “วิมลวิทยานุกูล”  ได้คะแนนเฉลี่ยเป็นลำดับที่ 2  (33.76) และโรงเรียนมวกเหล็กวิทยา ได้คะแนนเฉลี่ยเป็นลำดับที่ 3  (33.03) และได้คะแนนเฉลี่ยเป็นลำดับที่ 13 ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 4 จาก 42 โรงเรียน ด้วยความเป็นครู “ครูมืออาชีพ” และความสามารถในการบริหารจัดการตนเองก็สามารถพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุเป้าหมายในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 วิชา สังคมศึกษา ปีการศึกษา 2556 ได้ นอกจากนี้ การบริหารจัดการตนเองนั้น สามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีนิสัยรักการอ่านและเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ มีทักษะในการอ่านจับใจความสำคัญ มีทักษะในการทำแบบทดสอบ และสามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ต่าง ๆ ตามตัวชี้วัดไปสู่การคิดวิเคราะห์ในประเด็นต่าง ๆ ตลอดจนสามารถนำความรู้ไปใช้ในการศึกษาต่อและในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม ในการบริหารจัดการตนเองนั้น มีปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จ ดังนี้

  1. การศึกษาและวิเคราะห์หลักสูตรให้เข้าใจอย่างแท้จริง
  2. การวิเคราะห์ผู้เรียนเพื่อการรู้จักเด็กเป็นรายบุคคล เพื่อส่งเสริมความเป็นเลิศผู้เรียนกลุ่มเก่ง พัฒนาผู้เรียนกลุ่มกลาง และดำเนินการสอนซ่อมเสริมผู้เรียนกลุ่มอ่อน
  3. การอกแบบการสอนอิงมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง โดย เน้นทักษะและวิธีการสอนที่เน้นการคิดวิเคราะห์ คิดเชื่อมโยงอิงมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด ดังนี้               3.1 ฝึกทักษะการอ่านจับประเด็นสำคัญ                                                                                                 3.2 ฝึกทักษะการตั้งคำถามสำคัญตามตัวชี้วัด ว่าเป้าหมายการเรียนรู้ในแต่ละตัวชี้วัดผู้เรียนต้องรู้อะไร ทำอะไรได้                                                                                                                                     3. 3 ฝึกทักษะการเรียบเรียงข้อมูลที่ได้จากการอ่าน นำข้อมูลมาสรุป จัดกระทำข้อมูลใหม่ในรูปแบบที่ตนเองต้องการ ตามความสามารถของผู้เรียนรายบุคคล                                                              3.4 ฝึกทักษะการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบของตาราง กราฟฟิก ผังความคิด โดยใช้เทคโนโลยี และเครือข่ายการเรียนรู้อื่น ๆ                                                                                                                     3.5 ฝึกทักษะการนำเสนอในส่วนของการพูด ลีลาการนำเสนอในประเด็นต่าง ๆ                                 3.6 ฝึกทักษะการวิเคราะห์คำถาม ว่าโจทย์หรือผู้ถามต้องการอะไร                                                     3.7  ฝึกทักษะการทำข้อสอบซ้ำ ๆ บ่อย ๆ ทั้ง 5 สาระ                                                                           3.8  เสริมแรงโดยให้ทุนการศึกษาสำหรับผู้เรียนที่เป็นสุดยอดนักอ่าน                                               3.9 ฝึกทักษะการทำแบบฝึกโดยใช้ตารางเชื่อมโยงความรู้ อิงมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด  3.10 ให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเองในส่วนของเนื้อหาที่จำเป็น เพื่อเป็นฐานในการคิด                                เชื่อมโยงไปยังเรื่องราวต่าง ๆ ประเด็นการเรียนรู้อื่น ๆ
  1. สร้างเครื่องมือวัดผลอิงมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดทั้งแบบทดสอบปรนัยและอัตนัย
  2. วัดผลหลาย ๆ ครั้ง เพื่อนำข้อมูลไปพัฒนาผู้เรียนในกลุ่มกลางและอ่อน
  3. จัดแหล่งเรียนรู้และบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้
  4. สร้างความตระหนักในความรักและความภูมิใจในสถาบัน ซึ่งรุ่นพี่ได้ทำคะแนนเฉลี่ยในแต่ละปีสูงกว่าระดับประเทศ ดังนั้นรุ่นน้องควรทำอย่างไร
  5. กระตุ้นให้คิด ยั่วยุให้สู้ ปกป้องศักดิ์ศรี ด้วยการพูดคุยให้กำลังใจ ทำความเข้าใจ ให้ความสำคัญกับผู้เรียนเพื่อให้เห็นความสำคัญของการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน
  6. อำนวยความสะดวกในการจัดหาบริการแบบทดสอบย้อนหลัง ให้ผู้เรียนฝึกทักษะ การทำแบบทดสอบอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง

สรุปได้ว่าผลึกประสบการณ์ของครูมืออาชีพ ครูนครรัฐ  โชติพรม ทั้ง 9 ข้อนี้ เป็นตัวแปรสำคัญ        ที่ทำให้การพัฒนาผู้เรียนสามารถบรรลุมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดได้อย่างดียิ่ง และทำให้              การดำเนินการบริหารจัดการตนเองโดยมีผู้เรียนเป็นเป้าหมายสำคัญนั้น สามารถพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุเป้าหมายในแต่ละปีการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้กระบวนการพัฒนา       ผู้เรียนในขั้นตอนต่าง ๆ สำเร็จ ทั้งนี้ครูจะต้องมีความรู้ดีในมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดที่จะสอน เรียกว่าครูต้องเก่งเนื้อหา เก่งทักษะกระบวนการ วิธีสอน และที่สำคัญครูต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้บอกความรู้มาเป็นผู้ให้คำปรึกษา แนะนำ เป็นผู้ออกแบบการเรียนรู้ที่เน้นทักษะต่าง ๆ โดยเฉพาะทักษะการเรียนรู้สำหรับศตวรรษที่ 21 และเน้นให้ผู้เรียนเรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเอง เรียนรู้ด้วยตนเอง หรือเรียนรู้ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ในบริบทของตัวชี้วัดที่ต่างกัน สิ่งสำคัญครูต้องโน้มน้าว ฝึกฝนให้ผู้เรียนรักการอ่าน เนื่องจาก “การอ่านจะเป็นเครื่องมือสำคัญของผู้เรียนที่จะใช้สำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต” และสิ่งสำคัญที่สุด ครูต้องสร้างเครื่องมือวัดผลที่ตรงมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด จึงจะนำผู้เรียนให้ประสบความสำเร็จในการเรียนตามที่หลักสูตรกำหนด ซึ่งการบริหารจัดการตนเองสำหรับครู “ครูมืออาชีพ” สามารถนำไปใช้ในพัฒนาผู้เรียนในโรงเรียนอื่น ๆ ในบริบทที่ต่างกันได้นั้น ต้องอาศัยครูที่มีมวลความรู้และประสบการณ์ด้านการสอน มีความรักและเมตตาต่อศิษย์ มีความอดทน เสียสละและมุ่งมั่นอย่างแท้จริง ซึ่งก็สามารถบริหารจัดการตนเองให้มีคุณภาพด้วยการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ หรือชุมชนการเรียนรู้ร่วมกัน ของครูในระดับโรงเรียน จังหวัด เขตพื้นที่และระดับประเทศ โดยการให้ความรู้สำหรับครูในโรงเรียนต่าง ๆ ในสังคมออนไลน์ เพื่อนำประสบการณ์และกระบวนการดังกล่าวไปพัฒนาผู้เรียนในโรงเรียนของตน และให้ความช่วยเหลือและเป็นโค้ชในระยะต้น ๆ จนกระทั่งเกิดความชำนาญ และยังต้องมีการติดตามประเมินผลอย่างเป็นระบบอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดความยั่งยืน ด้วยหน้าที่ครูก็ยังต้องพัฒนาผู้เรียนด้วยอุดมการณ์และจิตวิญญาณความเป็นครูต่อไป ตราบนานเท่านาน  ซึ่งผมเปรียบการจัดการเรียนรู้ ดั่งการบรรเลงเพลงปัญญาครับ “ร้อยแรงร่วมเรียงร้อย   ประสานถ้อยกวีกล้า บรรเลงเพลงปัญญา ขับกล่อมป่าท้าทายไพร ร้อยแรงร่วมเรียงร้อย  ในมือน้อยรอยชอล์กไหว ขีดผ่านกระดานใจ พลิกผืนไพรให้เห็นคน ประทีปประเทืองทอง  ประกายผ่องเปลวปลายกล้า ประทีปประเทืองทา ปลูกปัญญาหน้าที่ตน ประทีปประเทืองทอง หทัยผองคล้องใจคน รอยชอล์กกระหวัดวน       สร้างสรรค์คนชี้หนทาง”  ผู้ประพันธ์ ครูนครรัฐ   โชติพรม ครูโรงเรียนมวกเหล็กวิทยา จังหวัดสระบุรี

ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s